2006/Sep/08

วันนี้ไปเดินร้านของเก่ามือสองมา ด้วยความที่คิดถึงตลาดนัดบ้านเรา แถว แถวสีลม อย่างซอยละลายทรัพย์ ที่มีของราคาถูกเรียงรายละลานตา บางทีต้องเดินเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย บนถนนเส้นทางเดียวกัน ซึ่งไม่รู้ว่ามีสักกี่รอยเท้าที่เหยียบย่ำอยู่บนเส้นทางเดียวกัน อาจมีบางรอยเท้าที่ทับซ้อนกันอยู่โดยที่แม้แต่ เจ้าของรอยเท้าเดิมก็อาจไม่มีวันรู้ กลิ่นไอ ของเมืองไทยยังอบอวลอยู่ในความรู้สึกอย่างไม่เคยจืดจาง ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะคิดถึงเมืองไทยได้ขนาดนี้ อาจเป็นเพราะไม่ได้เดินตลาดนัดที่มักจะหาเวลาแวบไปเดินอยู่บ่อยๆเพิ่งจะรู้ว่า ไม่ว่าฝรั่งหรือคนไทยก็ชอบของดี ราคาถูกเหมือนกันวันนี้ก็เลยลองขับรถออกไปร้านที่มองมาหลายวันแล้ว หลายเดือนต่างหากไม่ใช่หลายวันเนื่องจากก็ยังกล้าๆ กลัว กับการขับรถที่นี่ซึ่งถนนก็เป็นคนละด้านกับบ้านเรา ตรงที่นั่งคนขับก็เป็นฝั่งซ้าย ขับรถวันแรกที่อเมริกา ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ทั้งที่ขับรถยนต์มาก็หลายปีในไทย แต่เรากลับประหม่าอย่างแรง เหมือนคนไม่เคยขับรถมาก่อน พอถึงทางแยก งงทุกทีไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทางไหนดี ต้องคอยนึกตลอดว่า เราขับเลนขวามือนะ เกิดขับเข้าไปผิดเลน ตายเลย แต่ตอนนี้เริ่มคล่องและมั่นใจมากขึ้น

กลับมาพูดถึงร้านขายของเก่า หลังจากหาที่จอดรถเต่าสีเทาเข้มซึ่งฝรั่งที่นี่เขาเรียกว่า เดอะบั๊ก จอดแล้ว ก็เดินเข้าไปในร้านที่ค่อนข้างจะไม่ใหญ่โตนัก มีผู้หญิงฝรั่งค่อนข้างมีอายุ สองสามคนนั่งอยู่ด้านในสุดของร้าน แล้วก็มีอีกสามสี่คนเดินวนเวียนอยู่ในร้าน ทำให้เรารู้สึกว่าฝรั่งก็ชอบของราคาถูกเหมือนกัน ร้านนี้มีถ้วยชามแก้ว ดูค่อนข้างหรูแอนทิค แต่ราคาถูกมาก แค่ สอง สามดอลลาร์ ทำให้คนชอบของเก่าอย่างเราน้ำลายหก แต่ก็ไม่ได้ซื้อด้วยความที่ ที่บ้านมีอยู่ค่อนข้างที่จะเยอะแล้ว ก็เลยเดินวนเวียนอยู่ในร้านสักพัก หันไปเจอหนังสือสำหรับเด็ก ราคาแค่ ยี่สิบเซ็น เป็นหนังสือนิทานสีสันสดใส กระดาษอาบมันอย่างดี ก็เลยลองนั่งยองๆกับพื้นเลือกดู ใจก็นึกถึงหลานที่อยู่ในไทย สุดท้ายได้มาสี่เล่ม ทั้งที่ตอนมาแรกๆ หมดเงินไปกับหนังสือเยอะมาก ตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าจะต้องซื้อของอย่างไรที่ไหน เวลาที่บ้านเราเซล ยังไงก็ราคาไม่ถูกมาก แต่ที่อเมริกา เวลาเขาเซลนี่คือของดีแต่ราคาถูกจริงจริง หลังจากเดินวนเวียนในร้านแรก แล้วก็กลับมาที่รถพร้อมกับหนังสือสี่เล่มที่ถูกแสนถูกอย่างที่หาซื้อในคุณภาพและราคาแบบนี้ไม่ได้ พร้อมกับตะเกียงเทียนหอมรูปทรงแปลก แต่น่าเสียดายที่พอกลับมาถึงบ้าน หูตะเกียงแตก คงเพราะว่าโดนกระแทกในรถ ก็อย่างว่า หนึ่งดอล จะเอาอะไรกับแพคเกจดีดีล่ะ หลังจากนั้นก็เดินเข้าร้านที่สอง ร้านนี้มีของหลากหลายมาก เดินไปเดินมาก็ไปสะดุดตากับ จะเรียกว่าอะไรดี โต๊ะแล้วกัน สวยมาก ในสายตาของเราเป็นงานไม้สีน้ำตาล แกะสลักรูปทรงนูนสูงด้านหน้า ถึงจะเก่าแต่ก็ดูสวยงามดี ในราคา แปด ดอลลาร์ เราไม่รอช้า รีบเดินไปจ่ายเงิน เพราะเห็นเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นติดป้ายว่าขายไปแล้ว ขนขายผู้หญิงที่ดูตัวค่อนข้างใหญ่ ก็ยกโต๊ะตัวนั้นมาใส่ในเดอะบั๊กให้ด้วยท่าทางทะมัดทแมงหลังจากนั้นก็ขับรถกลับบ้านอย่างมีความสุข พร้อมกับของสี่ ห้าชิ้น ติดมือกลับมาด้วย รู้สึกสุขใจ เหมือนได้เติมเต็มบางอย่างในหัวใจ กลับมานั่งทำงานเพ้นท์ที่จะต้องนำไปขายในอีกสองวันข้างหน้าชีวิตมักมีอะไรที่บางทีเราก็ไม่ได้คาดเดาได้เสมอไป

เรืองระวี เอี่ยมประชา

sunshine


edit @ 2006/09/08 01:59:28
edit @ 2006/09/08 03:20:56
edit @ 2006/09/08 03:23:30
edit @ 2006/09/08 03:29:17

edit @ 2006/09/08 03:37:32
edit @ 2006/09/08 03:38:13
edit @ 2006/09/08 03:42:06
edit @ 2006/09/08 03:51:09

2006/Aug/31

ก่อนอื่น ต้องสวัสดีทุกคนค่ะ ชีวิตคนเราบางทีมันก็เปลี่ยนไปอย่างที่เรา ไม่สามารถควบคุมได้ เราไม่รู้ อนาคตซึ่งเราคิดว่าเรากำหนดอนาคตได้ เรารู้อดีตแต่ไม่สามารถกลับไปแก้อดีตได้ ชีวิตตัวเองก็เหมือนกัน จากเด็กต่างจังหวัดที่ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ ตั้งแต่ ม 1 แล้วก็ระเห็ดไปเรียนบางแสน อยู่ 4 ปี ชีวิตสนุกสนาน เรียนบ้าง โดดเรียนบ้าง จนจบออกมา เป็น จิวเวลรี่ ดีไซน์เนอร์

คงมีหลายคนที่ ต้องต่อสู้ชีวิต แต่ในความเหนื่อยยากมันน่าจะมีมุมที่ทำให้คิด และหันกลับไปมองอดีต เพื่อทำให้ปัจจุบันดีขึ้น หลังจากใช้ชีวิตการเป็นดีไซเนอร์อยู่หลายปี ก็หันมาสอนออกแบบ ทำให้ เจอผู้คนมากมาย เป็นที่มาของการย้ายมา อเมริกานี่แหละ

ใครจะรู้ว่าวันนึง ตัวเองต้องผันชีวิตมาอยู่ในประเทศที่เขาเรียกกันว่าประเทศมหาอำนาจ เริ่มจากการได้รู้จักคน คนนึง ที่ตอนแรกเรามองว่า โห.... อ้วนไปหน่อย แต่หลังจากได้รู้จัก คนที่อ้วน ตุ้ยนุ้ย กลับกลายเป็นคนน่ารักคนนึง ที่สามารถดูแลเราได้ เมื่อก่อน ภาษาบ้านเราเรียกว่า สู้หัวชนฝา อยู่คนเดียว ไม่รู้สึกว่าใครสามารถดูแลเราได้ วันนึงกลับมีคนคนนึง มาช่วยคิด เดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ไม่เคยมีใครเดินด้วยนะคะ แต่เคยเดินกับคนไทยด้วยกันขามันดันเตะกันเอง ขาของเขากับของเรา ดูมันจะไม่ค่อยสัมพันกันสักเท่าไร เตะกันไป เตะกันมาจนต่างคนต่างขาบวม ก็เลยเดินของเราเองดีกว่า สบายใจ สบายกระเป๋าดี แล้วหลังจากนั้นก็ตั้งใจว่า จะไม่คบคนที่สาเหตุอื่นๆ นอกจากความรัก เช่น เพื่อนแต่งงานกันไปหมดแล้วทำไงดีเศร้าสลด น้ำตาเล็ด อายุ 30 แล้วจะทำไงดี หรือรถไฟขบวนสุดท้ายมาแล้ว ต้องรีบกระโดดขึ้น จะพลาดท่า เข่าแตกเลือดออก จาก การกระโดดขึ้นก็ไม่เป็นไร คงไม่ทำอย่างนั้นแล้ว

กลับมาพูดถึงคนตุ้ยนุ้ย ที่เป็นเหตุให้มาอเมริกา เราคุยกันรู้เรื่องหลังจากคบกันมาระยะหนึ่ง ก็ตัดสินใจลองมาดู อเมริกาซิว่า เป็นยังไง เริ่มจากการที่ตัดสินใจมาก็ต้องมี พาสปอร์ต มีวีซ่า ก็เลยเริ่มเดินเรื่องค่ะ เริ่มจากการเข้าไปเปิดเวบไซด์สถานทูตอมริกา ก็ต้องตกใจ เพราะทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย ทำยังไงดีล่ะ ก็เลยต้องขอความช่วยเหลือ จากคนอเมริกาค่ะ ในการดูรายละเอียดเรื่องการกรอกเอกสาร จนทุกอย่างเรียบร้อย ต้องมี เอกสารแสดงให้เขาทราบว่าเราจะกลับมาเมืองไทยแน่ แน่ ไม่ไปเป็นโรบินฮุด อยู่ที่บ้านเมืองเขา เริ่มจากการไปยื่นเอกสารเลยนะคะ ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ โชคดีว่าบ้านเราไม่ไกลจากสถานทูตสักเท่าไร ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หน้าสถานทูตอเมริกา จะมีขบวนรถไฟขบวนย่อมๆ อยู่ ทำให้ตกใจว่า คนอยากไปอเมริกามากขนาดนี้เชียวหรือ เราเคยคิดแวบ แวบ ก็แค่อยากไปเรียนภาษาเท่านั้นไม่เคยคิดอยากจะมาอยู่ ผู้คนมากมายต่อแถว ยาวอยู่หน้าสถานทูต พอถึง เวลาเขาก็ปล่อยเข้าไปทีละห้าคน ต้องปิดมือถือ ตรวจกระเป๋า ตรวจตัว แล้วก็ฝากมือถือกับบัตรประชาชนไว้ข้างนอก ก็นึกว่าโล่ง สบายแล้ว ที่ไหนได้ ต้องเข้าไปต่อแถวข้างในอีกเกือบสองชั่วโมง รวมข้างนอกด้วยก็เกือบสามชั่วโมงแน่ค่ะ เราก็เริ่มหิว ตาลาย มองผู้คนที่ยืนต่อแถวอยู่เป็นไก่ย่างแล้วล่ะค่ะ เหนื่อย หิว จนต้องทรุดตัวลงนั่งยองยองกับพื้น แบบไม่สนใจสายตาใคร แต่จริงจริงก็อายอยู่เหมือนกัน จนก่อนจะถึงคิวของเรา ก็มีผู้หญิงคนนึง เตรียมเอกสารมาไม่ครบหรือกรอกเอกสารไม่ครบนี่แหละค่ะ เจ้าหน้าที่ก็ไล่กลับด้วยเสียงอันไม่น่าฟังเลย ก็ยังสงสัยอยู่นะว่า สถานที่ราชการในไทย ทำไมไม่พูดจาภาษาดอกไม้ อย่างที่เขาเรียกกัน น่าสงสารน้องคนนั้นอยู่เหมือน อุตส่าห์ต่อแถวอยู่ตั้งนาน อดเลย พาเราเสียวสันหลังไปด้วยว่าจะโดนเหมือนกันมั้ย เกือบถึงเราแล้ว ตื่นเต้นจัง ..ถึงซะที เฮ้อ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ให้เราสอดเอกสารเข้าไปในช่อง เอกสารมันหนา สอดเข้าไปค่อนข้างลำบาก คุณผู้หญิงในช่องสี่เหลี่ยมก็ยังหันมาพูดเสียงแข็งกับเราอีก แต่สุดท้ายก็ได้ใบนัดสัมภาษณ์ติดมือกลับบ้าน อ้อต้องเสียค่า สมัครประมาณ สี่พันบาทค่ะ ได้หรือไม่ได้วีซ่า ที่แน่ แน่ คือ เสียเงินค่ะ เฮ้อ แล้วก็เดินตัวเบากลับบ้าน ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ หิว กับ เสียตังค์น่ะค่ะ เฮ้อ....อเมริกา อเมริกา


edit @ 2006/08/31 01:50:08


edit @ 2006/08/31 01:51:34
edit @ 2006/08/31 02:00:11